Note : บทสัมภาษณ์นี้เป็นลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์มักเกิ้ลไทยดอทคอม ห้ามนำบทสัมภาษณ์นี้ไปทำเพื่อการค้า และห้ามเว็บมาสเตอร์ผู้ใดนำบทสัมภาษณ์นี้ไปลงตามเว็บไซต์ก่อนได้รับอนุญาติจากทางเราโดยเด็ดขาด! แต่ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปหากจะนำบทสัมภาษณ์นี้ไปลงตามเว็บบอร์ด ช่วยกรุณาให้เครดิตกับ MuggleThai.com ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

JK Rowling Interview Transcripts:
BBC Radio 4 Stephen Fry & JK Rowling Interview


มันเป็นมันคริสมาสต์เมื่อห้าปีที่แล้วที่ผมรู้สึกแปลกที่ได้ยินเสียงตัวเองบนวิทยุทั้งวันเพื่อที่จะอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เป็นเสียงให้แก่ผลงานของ เจเค โรว์ลิ่ง ซึ่งมีมากกว่า 6 เล่ม 2,764 หน้า แล้วก็ใช้เวลาอ่านยาวตั้ง 100 ชั่วโมง และ 55 นาที

ตัวละครทั้งหลายเป็นเพื่อนๆที่คุ้นเคยและศัตรูสำหรับผม แล้วก็เหมือนหลายๆคน ผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอเล่มใหม่ๆ

ผมพบ เจเค โรว์ลิ่ง ครั้งแรกเมื่อเกือบเจ็ดปีก่อน เธอมาที่สตูดิโอที่ผมกำลังอัดหนังสือเล่มแรกของเธอ เธอดูผมอัดอย่างสงบปากสงบคำราวกับว่าเธอเองก็เป็นเหมือนแฟนๆของแฮร์รี่ พอตเตอร์คนหนึ่ง ผมอยากรู้จริงๆว่ามันรู้สึกอย่างไรที่จะต้องอาศัยอยู่กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ อยากรู้ว่าแรงบันดาลใจของหนังสือมาจากไหน อยากรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับคำติชมจากผู้คน แล้วก็อยากรู้มากว่าเธอจะทำอย่างไรเมื่อเธอเขียนเล่มสุดท้ายจบแล้ว

ดังนั้นเมื่อ โจเธอตอบรับว่าเธอจะให้สัมภาษณ์กับผม ผมก็เลยรีบคว้าโอกาสนี้มาทันที

โจ ผมคิดว่าคำถามแรกที่ดีควรจะเป็นอันนี้นะ ตัวละครตัวไหนที่คุณรู้สึกว่าคุณคล้ายคลึงกับเขามากที่สุดเวลาที่คุณกำลังเขียนมันหรือตอนที่คุณกำลังอ่านสิ่งที่คุณเพิ่งเขียนเสร็จ

คงจะเป็นแฮร์รี่นะ ฉันต้องเอาความคิดของฉันไปใช้กับอารมณ์ในหัวของเขามากกว่าตัวละครตัวอื่นๆ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมาจากมุมมองของเขา แต่ฉันคิดว่าก็จะมีตัวฉันปะปนไปในตัวละครอื่นๆด้วยนะ พวกเขาว่ากันว่านักเขียนไม่ควรจะทำอย่างนั้น แต่ฉันคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไม่เอาตัวคุณเองมาใส่ลงในตัวละครของคุณ เพราะว่าคุณจะต้องนึกถึงการกระทำของตัวละครเวลาคุณเขียนมันขึ้นมาน่ะ

คุณเคยนึกบ้างไหมตอนที่คุณกำลังเขียนเล่มแรกแล้วก็กำลังรอให้มันถูกตีพิมพ์ออกมา ว่าคนส่วนมากที่จะอ่านหนังสือคือคนที่ไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำ แล้วพวกเขาก็จะสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกของโรงเรียนประจำในอังกฤษจากฮอกวอตส์

ความจริงก็คือ ฉันเองก็ไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำเหมือนกันนะ ฉันเองก็ต้องใช้ความเข้าใจของตัวเองเพื่อที่จะเขียนมันออกมา คือฉันจะให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนธรรมดาไม่ได้หรอก ฉันต้องการให้พวกเด็กนักเรียนได้อยู่ด้วยกันข้ามคืน ไม่อย่างนั้นนะพวกเขาก็จะต้องกลับบ้านแล้วก็ไปคุยกับพ่อแม่ของพวกเขาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วก็กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น อย่างนั้นการผจญภัยทั้งหลายก็จะหมดความตื้นเต้นไปเลย ฉันจึงต้องการใช้โรงเรียนประจำ ซึ่งมันมีเหตุผลที่ดีมากนะ เพราะว่าพ่อมดจะสอนเวทมนตร์ให้ลูกหลานของพวกเขาได้ที่ไหนล่ะ เพราะฉะนั้นฮอกวอตส์คือสถานที่ๆมีทุกอย่าง เสียง กลิ่น แสง แล้วคุณก็ต้องการที่ๆห่างไกลจากพวกมักเกิ้ล พวกเขาจะได้ไม่มารุกรานตลอดเวลาน่ะ

แต่ฉันคิดว่าผู้คนจะเห็นว่ามันเป็นแค่การรวมกลุ่มของเด็กๆมากกว่าที่จะเป็นแนวโรงเรียนประจำนะ ฉันไม่มั่นใจว่าฉันคุ้นเคยกับสิ่งอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นเรื่องราวของเด็กๆเวลาพวกเขามารวมกลุ่มกันล่ะก็ แน่นอน ฉันคุ้นเคยกับมันมากๆ

คืออย่างนี้นะ คุณได้สร้างโลกใหม่ขึ้นมา แล้วมันก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับหนังสือที่จะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งก็คือสร้างโลกที่มีกฎของมันเอง มีจรรยาบรรณ แล้วก็มีวัฒนธรรมในตัวของมันเอง คุณทำออกมาได้อย่างนี้ แล้วนี่ก็คือเหตุผลที่ทุกคน เด็กเล็กและผู้ใหญ่ ได้ใฝ่ฝันถึงการใช้ชีวิตในฮอกวอตส์ ฝันว่าพวกเขาได้อยู่ข้างๆแฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่ แล้วก็คนอื่นๆ ดังนั้นมันก็แน่อยู่แล้วเมื่อมาถึงผลลัพธ์ของมัน คุณจะได้รับเสียงเตือนจากผู้คน ผมเคยนึกอยู่เสมอนะว่า คนแก่ๆที่มีผมสีเทาๆนั่งถักไหมพรมแล้วก็มีไว้ผมมวยจะมานั่งเถียงว่าหนังสือเล่มนี้เป็นอันตราย.......

ใช่

.....สำหรับผู้คน และนอกเหนือจากเรื่องที่ว่าเวทมนตร์นั้นเป็นอันตรายหรือไม่สำหรับผู้คนแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเราสามารถที่จะไม่ต้องไปสนใจมันก็ได้เพราะ.........

[ทั้งคู่หัวเราะ]

....เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผลเลยสิ้นดี

นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง หญิงสาวทั้งหลาย เมื่อสองร้อยปีก่อน ไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านนิยายเพราะว่ามันจะครอบงำพวกหล่อนแล้วก็จะทำให้พวกหล่อนหวังในสิ่งที่ไม่มีจริง แล้วฉันก็จำได้ว่า...ตอนฉันเป็นเด็กน่ะ ตอนที่อ่านเรื่องของ Virginia Woolf ที่ถูกสั่งว่าเธอไม่ควรจะเขียนหนังสือเพราะมันจะทำให้สมองของเธอแย่ลง

พวกเราทุกคนต้องการที่ๆเราจะสามารถลบหนีไปได้ ไม่ว่าเราจะเป็นคนเขียนหรือคนอ่านก็ตาม แล้วก็แน่นอนว่าโลกที่ฉันสร้างขึ้นมาออกจะเป็นโลกที่น่าจะเข้าไปหลบซ่อน มันเหมือนภาพที่สวยงามทีเดียวนะของ CS Lewis ที่มีสระว่ายน้ำ แล้วคุณก็จะสามารถกระโดลงไปในสระแต่ละอันได้เพื่อที่จะไปโผล่ในโลกอีกใบหนึ่ง และนั่นก็เป็นสิ่งทีฉันคิดมาตลอดเกี่ยวกับห้องสมุด ฉันรู้ว่า Lewis ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นหรอกนะตอนที่เขาสร้างมันขึ้นมา

ใช่เขากำลังเขียนถึงคำอุปมาของชาวคริสเตียน

แน่นอนแต่ว่าสำหรับฉันแล้วมันก็คือการที่จะกระโดดลงไปในสระว่ายน้ำเหล่านั้นแล้วไปโผล่ในโลกใบอื่นๆ ช่างเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆ แล้วนั่นสำหรับฉันก็คือสิ่งที่มันควรจะเป็น ดังนั้นไม่ว่าคุณจะรักฮอกวอตส์หรือเกลียดมันก็แล้วแต่ ฉันไม่คิดว่าคุณจะสามารถติมันได้เพียงเพราะว่ามันเป็นโลกที่ผู้คนชอบหรอก

ใช่ และมันก็เลยเหมือนกับการออกกำลังกายของจินตนาการของพวกเรา

ฉันได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ แล้วฉันก็รู้สึกดีใจมากๆนะที่ได้อ่านว่าคุณได้เปรียบเทียบโลกของฉันกับโลกของ Sherlock Holmes ฉันก็รู้สึกปลื้มจริงๆ ฉันอ่านหนังสือพวกนั้นแล้วนะ แน่นอนว่า มันเป็นโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ แต่คุณก็ยังสามารถที่จะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องการให้มันเกิดขึ้นจริงๆใช่ไหมล่ะ

ถูกต้องอย่างที่สุด

และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้มันเป็นเรื่องที่น่าอ่านมากๆ

ใช่ และนั้นก็คือเหตุผลที่ทำให้ Sherlock Holmes จนเดี๋ยวนี้นะ ยังได้รับจดหมายที่จ่าหน้าซองถึง 221b ถนน Baker อยู่เลย

แน่นอน ใช่เลย

และแน่นอนว่าคุณจะถูกกล่าวหาว่าคุณได้สร้างโลกแฟนตาซีให้เด็กๆได้เข้าไปหลบซ่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ากลัว.........

อืมมมม

.....เพราะว่ามันเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและสิ่งที่เป็นอันตราย..........

อืมมมม

.....แล้วมันสามารถทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าใจได้.... ให้ตายสิ นั่นมันไม่จริงหรอกใช่ไหม

[ทั้งคู่หัวเราะ]

แต่ผมคิดว่านั่นเป็นขั้นตอนหนึ่งในหนังสือสำหรับเด็กที่คุณได้ทำขึ้นมาในหนังสือที่ยอดเยี่ยมของคุณเหล่านี้ แล้วคุณก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเหตุการณ์อันน่ากลัวเหล่านี้ในหนังสือที่สามารถส่งผลกระทบต่อการจินตนาการของเด็กได้มากที่สุดนะ

ฉันรู้สึกว่า พวกเราออกจะคิดว่าเราควรที่จะปกป้องเด็กๆจากจินตนาการของพวกเขาแทนที่จะเป็นเรื่องราวต่างๆของชิวิตน่ะ

ฉันจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนในอเมริกา ตอนที่วันฮัลโลวีนใกล้จะมาถึง แล้วรายการทีวีสามรายการติดต่อกันก็กำลังพูดถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาควรจะบอกเด็กๆอย่างไรดีว่า วันฮัลโลวีนนั้นมันไม่ใช่ของจริง คืออย่างนี้นะ มันมีเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้สร้างเรื่องพวกนี้ขึ้นมา และนั่นก็คือเหตุผลที่โบสถ์ก็ยังให้เราได้สัมผัสถึงความกลัวอย่างมีจำนวนจำกัดเท่านั้น พวกเราต้องการความกลัว ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการเจริญเติบโต แล้วเราก็ควรที่จะให้พวกเขาสัมผัสถึงสิ่งเหล่านั้นในสภาวะแวดล้อมมีการควบคุม แล้วเด็กๆที่ถูกกีดกันจากผู้คุมวิญญาณในหนังสือ ฉันจะเถียงนะว่าพวกเขาจะไม่ค่อยถูกทำร้ายจากพวกมันในชีวิตจริงเท่าไหร่นัก

แล้วอีกอย่างนึงนะ พวกเรากำลังบอกอะไรกับเด็กที่กำลังคิดถึงสิ่งนี่น่ากลัวอยู่ล่ะ เรากำลังบอกพวกเขาว่านั่นมันผิดนะ มันไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นสำหรับมนุษย์เรา เรากำลังบอกพวกเขาว่า ในทางๆหนึ่ง พวกเขานั้นแปลกปะหลาดหรือไม่ก็ป่วย

ใช่เลย

มันเป็นสิ่งที่อันตรายมากนะ ที่คุณจะบอกเด็กน่ะ

แล้วการรู้สึกผิดก็เป็นสิ่งที่สามารถสะกิดความก้าวร้าวของคนเราได้ดีที่สุด ถ้าผู้คนโตขึ้นมาพร้อมกับความคิดที่ว่าพวกเขาแปลกเพราะว่าพวกเขามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องเร้นลับมืดมน แล้วก็รู้สึกเข้าใจถึงเรื่องราวแปลกปะหลาดต่างๆในโลกอีกด้านนึงของพวกเขาได้ดี ดังนั้นมันก็จะทำให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่แย่มากล่ะสิ

ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย

สิ่งหนึ่งในการเขียนอีกก็คือจะแสดงให้คุณได้รู้ว่าคุณไม่ได้ตัวคนเดียว

ใช่ ใช่ แน่นอน ฉันพบว่าฉันไม่ได้ตัวคนเดียวระหว่างที่ฉันเขียนหนังสือนะ ฉันรู้สึกว่าฉันมีเพื่อนมากกว่าตอนฉันเป็นเด็กเสียอีก เพราะว่าฉันออกจะเป็นคนที่ชอบเก็บตัวนะแล้วจากการอ่านฉันพบว่าฉันไม่ได้ตัวคนเดียว

แน่นอน แล้วนั่นก็เป็นจุดศูนย์กลางของของความกังวลที่คนอ่านจะต้องปะทะกับแฮร์รี่อยู่ตลอด แล้วพอมาถึงจุดที่ว่ามันใกล้จะถึงเวลาที่แฮร์รี่จะต้องเจอโวลเดอมอร์ — คนที่ไม่ควรเอ่ยชื่อ — แต่ว่าก็ควรจะถูกเอ่ยชื่อ — แล้วล่ะก็เราจะรู้สึกแบบว่า ‘พระเจ้า มันอีกไม่นานแล้วนะ อะไรจะเกิดขึ้นนะ’ มันมีการคาดเดาสูงมาก แล้วผมก็ไม่ต้องการที่จะให้คุณตอบมาหรอกนะถ้าคุณไม่มีคำตอบ แต่ว่ามันมีการคาดเดาอย่างสูงมากจริงๆ ถึงว่าความสัมพันธ์ของพ่อมดที่ชั่วร้ายมากที่สุดกับฮีโร่ที่ช่วยโลกเวทมนต์เอาไว้นั้นใกล้ชิดกันมาขนาดไหน

คือว่า คำถามที่ฉันถูกถามถึงมากที่สุดก็คือ ‘โวลเดอร์มอร์ตเป็นพ่อของแฮร์รี่จริงๆหรือ’ และแน่นอนว่านั่นมันคำถามแบบ Star Wars

แน่นอน

[ทั้งคู่หัวเราะ]

จริงใช่ไหม แล้วไม่ แฮร์รี่ก็จะไม่กลายเป็น Darth Vader และ Luke Skywalker หรอก เขาไม่ใช่ เอ่อ ตามทัศนะคติของแพทย์แล้วนะ แฮร์รี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโวลเดอร์มอร์ตแต่อย่างไร

นั่นค่อยเป็นคำตอบที่ดีหน่อย ผมคิดว่าในตอนนี้หนึ่งในการคาดเดาถึงตอนจบคือว่า ผมไม่แน่ใจว่าคุณรู้หรือยังนะ แต่ว่าตราบเท่าที่ผู้คนพนันกันก็คือว่า แฮรืรี่จะสู้กับโวลเดอร์มอร์โดยใช้พลังอำนาจทุกอย่างที่เขามี แล้วก็เขาจะจบทุกสิ่งทุกอย่างลงโดยการเข้าไปในโลกอย่างมักเกิ้ลธรรมดาๆคนหนึ่ง

[JKR หายใจหอบ]

มันเป็นความคิดที่แปลกที่สุด

มันเป็นตอนจบที่ดีมาก

มันเป็นตอนจบที่ดีจริงๆ คุณยืมมันไปใช่ก็ได้นะถ้าคุณต้องการ

แล้วก็โดนฟ้องร้องข้อหาขโมยความคิดของผู้อื่นโดยเด็กๆประมาณ 13 ล้านคน

นั่นคือปัญหาของคุณใช่ไหม คุณไม่ถูกอณุญาติให้อ่านอะไรทั้งสิ้น....

[หัวเราะ] ไม่

ที่ถูกเขียนขึ้นโดยคนอื่นๆ เอ่อ มาคิดถึงโลกที่คุณได้ใช้ความเชื่อถือจากวรรณกรรมอื่นๆด้วยดีกว่า พวกพิกซี่อะไรพวกนี้ แล้วก็ต้นไม้อย่างแมนเดรก

อืมมมม

พวกมันเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วเด็กๆ แน่นอนว่าพวกเขาจะจินตนาการว่าคุณได้สร้างมันขึ้นมา

ฉันได้สร้างเรื่องเลวร้ายเกี่ยวกับเรื่องเล่าพวกนี้นะ ฉันก็ภูมิใจนะเพราะว่าเรื่องเล่าขาน ตำนานของอังกฤษออกจะชั่วร้ายมาก คุณก็รู้ เราโดนรุกล้ำจากผู้คน เราทำร้ายพระเจ้าของพวกเขา เราขโมยสัตว์ในตำนานของพวกเขามา แล้วเราก็ได้เอามันมารวมกันจนมันกลายเป็นเรื่องในตำนานที่ยอดมากเพราะมันแตกต่างออกไป ฉนั้นฉันจะพูดว่าฉันไม่รู้สึกแย่เลยนะที่ฉันจะยืมมันมาใช้แล้วก็เติมอะไรเข้าไปบ้าง

ใช่เลย

แต่คุณพูดถูก ใช่ เด็กๆ พวกเขารู้ แน่นอน พวกเขารู้ว่าฉันไม่ได้สร้างพวกยูนิคอร์นขึ้นมา แต่ว่าฉันก็ต้องอธิบายหลายครั้งนะว่าฉันไม่ได้สร้างฮิปโปกริฟขึ้นมาน่ะ แต่ว่าฮิปโปกริฟไม่ค่อยจะมีมากนักหรอก ฉันต้องไปนั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับมันมาให้ได้มากเท่าที่ฉันจะทำได้ ฉันไม่ได้ใช้มันมากนัก แต่ฉันก็รู้สึกดีกับเนื้องเรื่องของฉัน แม้ว่ามันจะมีตัวฮิปโปกริฟน้อยนิดก็ตาม ฉันสามารถอ่าน....

มันเป็นแผนที่ใช่ไหม “Here Be Hippogriffs’

ใช่ๆ

เหมือนกับ Heffalumps และ Woozles

แต่ว่าพวกมันไม่ค่อยจะโดนสังเกตจากพวกผู้ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติในยุคกลางเท่าไหร่นัก ฉันจึงสามารถ....

[ทั้งคู่หัวเราะ]

ผมคิดว่า ดูจากชื่อแล้วคุณค่อนข้างจะชอบภาษาเอามากเสียทีเดียว ดูอย่างฮิปโปกริฟสิ มาจากคำว่า กริฟฟิน ซึ่งแปลว่า ม้าจากภาษากรีก แล้วก็ ฮิปโป มันดูสมบูรณ์แบบจริงๆ เหมือนที่คุณบอก เอาหลายๆอย่างมารวมกัน เหมือนภาษาของเรา

เหมือนภาษาของเรา

มันเป็นส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบจริงๆ

ซึ่งทำให้ภาษาของเรายอดเยี่ยมมากๆ

ใช่เลย

เป็นพวกผู้ดีเอาจริงๆ แล้วฉันก็รักมันมาก

แล้วสิ่งหลายๆอย่างเช่น มันดังกัส ก็มีความหมาย

มันดังกัส...

มันยอดไหมล่ะ

มันเป็นคำที่ยอดสุดๆเลยใช่ไหม

แล้วมันหมายความว่าอะไรหรือ

ยาสูบที่มีกลิ่นอันเลวร้าย ซึ่งเข้ากับตัวเขาดีจริงๆ

แน่นอน มันสมบูรณ์แบบเหลือเกิน มันยอดไปเลยใช่ไหม คุณต้องไปหาหนังสือเพื่อคำยากๆพวกนี้หรือเปล่า หรือว่าคุณแค่มีความจำที่ดีเกี่ยวกับคำทั้งหลาย

เอ่อ ฉันไม่ค่อยซื้อหนังสือเพื่อหาคำหรอกนะ มันออกจะอยู่ในหนังสือที่ฉันมีอยู่แล้วน่ะ หรือไม่ก็สิ่งที่ฉันอ่านเจอในหนังสือทั่วๆไป อาจจะยกเว้น Gilderoy Lockhart นะ นามสกุลนั้นเป็นนามสกุลที่ออกจะรู้จักกันดีสำหรับชาวสก็อตน่ะ

งั้นหรือ

ฉันเจอมันตรงอนุสรณ์ชื่อทหารผ่านศึกน่ะ ฉันต้องการชื่อที่ดูเป็นผู้ดี แล้วก็มีเสนห์ แล้วนามสกุลนั้นก็ติดตาฉันมากๆเลย พอดีว่าฉันหานามสกุลที่เป็นของชาวคริสเตียนจริงๆไม่ได้ คืนนั้นฉันก็เลยนั่งเปิดพจนานุกรมเพื่อที่จะหาชื่อจริงของเขา แล้วฉันก็เจอคำว่า Gilderoy ซึ่งแปลว่า นักเดินทางบนถนน โจรดักปล้น และก็ คนขี้โกงที่หน้าตาดีมากทีเดียว

จริงหรือ

และ Gilderoy Lockhard ก็เกิดขึ้น มันฟังดูดีจริงๆ

มันดูดีมากๆ ดูดีจริงๆ

น่าประทับใจนะ แต่ก็ฟังดูไม่มีน้ำยาเท่าไหร่

แน่นอน ตราบเท่าที่เรารู้ เขาไม่มีน้ำยาเลย

เท่าที่เรารู้

มาเข้าเรื่องสำคัญๆดีกว่านะ ซึ่งก็คือเรื่องของผม

ใช่นั่นก็จริง

[ทั้งคู่หัวเราะ]

ผมกำลังสงสัยว่า วิธีการอ่านของผมส่งผลกระทบถึงการเขียนของคุณหรือเปล่า

ฉันรู้ ฉันบอกคุณไปแล้วว่ามีอยู่ครั้งนึง ลูกสาวของฉัน ตอนนี้เธออายุสิบขวบ เธอรักเทปพวกนั้นมากๆ แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างที่ฉันกำลังเขียนเรื่องถ้วยอัคนี ฉันจะนั่งเขียนตอนเย็นๆ แล้วฉันก็จะได้ยินเสียงของคุณในเทปจากห้องนอนของเธอ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ชวนฝันเหลือเกิน เพราะฉันกำลังเขียนอีกเล่มนึงอยู่ระหว่างที่ฟังเรื่องของห้องแห่งความลับหรืออัซคาบันน่ะ

ใช่

มันน่ากลัวจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันจะหนีจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่ได้ มันไม่มีทางหนีรอด ฉันสามารถได้ยินเสียงเขา ฉันเห็นเขา แล้วฉันก็กำลังเขียนเกี่ยวกับเขา

แน่นอน ผมจะพูดได้เลยว่า คือผมไม่ได้อยากจะประจบคุณนะ แต่ว่าการเขียนของคุณ ประโยคของคุณ มันทำให้หนังสือน่าอ่านมากๆ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่น่าฟังมากๆเลย

นั่นใจดีมากนะ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่น่าฟังมากๆเลย

จริงๆนะ บางทีเวลาที่นักเขียนเขียนหนังสือ มันดูเหมือนกับว่า คำพูดเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในสมองของเขาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ใช่

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันยากน่าดู

คือว่า ฉันชอบเขียนบทสนทนานะ

งั้นหรือ

ฉันรักการเขียนบทสนทนามากจริงๆ

ใช่แล้ว

แล้วพอฉันได้ยินเสียงคุณอ่านมัน มันทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายจริงๆ เพราะว่าฉันไม่เคยอ่านงานของตัวเอง ออกมาดังๆเลย แล้วฉันก็จะฟังคุณอ่านบทสนทนาออกมาก่อนที่ฉันจะฟังนักแสดงพูดมันน่ะ ฉันรู้สึกดีมากๆ ช่างผ่อนคลายจริงๆ เพราะว่าฉันชอบที่จะเขียนมันออกมาจริงๆ

ทุกครั้งที่ผมทำหนังสือเล่มใหม่ มันจะมีเครื่องที่ให้เสียงโทนอื่นๆสำหรับตัวละครอื่นๆ

มันยอดมากๆ

มันเกือบจะกลายเป็น ดีวีดีแล้วรู้ไหม [หัวเราะ]

ฉันขอโทษนะ

เพราะว่าผมจะได้เตือนตัวเองได้ว่าเสียงของลาเวนเดอร์เป็นยังไงกันแน่

งั้นหรือ

แล้วก็สำหรับตัวละครแต่ละตัว

แน่นอน เจสสิก้าต้องการที่จะรู้ว่าคุณทำเสียงของเฮอร์ไมโอนี่ได้ยังไง เธอคิดว่าคุณทำได้ดีมากๆ แล้วเธอก็ไม่เข้าใจว่าสำหรับคนที่มีเสียงลึกๆอย่างคุณสามารถทำเสียงเล็กๆแหลมๆของเด็กผู้หญิงได้ยังไง ฉันก็เลยต้องถามคุณ

นั่นเป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ ผมชอบนักแสดงตลกชาวสก็อตมากๆเลย ที่ชื่อ Stanley Baxter คุณจำเขาได้ไหม

โอ้ ใช่ๆ [หัวเราะ]

แล้วตอนเด็กๆผมก็สังเกตว่า เวลาที่เขาทำเสียงผู้หญิงเขาจะทุ้มเสียงลึกๆแทนที่จะทำเสียงสูงๆ ปลอมๆ ของผู้หญิง เขาจะพูดแบบว่า “สวัสดี ฉันชื่อ เฟธ ดัช” [เจเค หัวเราะ] หรือไม่ก็ตัวละครแปลกๆของเขา ซึ่งมันได้ผลกับผู้หญิงหลายๆคน

ใช่

ไม่ใช่สำหรับเด็กผู้หญิงเล็กๆแต่ถ้าสำหรับผู้หญิงล่ำก็ มันได้ผลที่ดีทีเดียว

ดังนั้นคุณก็เลยทำเสียงเบาๆ หวานๆ มากกว่า.....

คล้ายๆอย่างนั้นนะ ใช่เลย

ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันไปดูคุณอัดเทป คุณบอกฉันว่า มันอยากมากนะที่จะพูดคำที่ไม่มีสระน่ะ [ทั้งคู่หัวเราะ]
มีคนพูดอะไรแบบว่า อย่าทำอย่างนั้น[SF หัวเราะ] มันเป็นอีกอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบต่อฉัน ทุกครั่งที่ฉันต้องการให้คนพูดขู่ฟ่อๆล่ะก็ ซึ่งเสนปทำอยู่บ่อยๆ ฉันต้องตรวจดูว่ามันมีตัว S ก่อนที่....

ใช่

ก่อนที่ฉันจะเขียนมันออกมา

คุณทำไปแล้วกับเสนป เขามีตัว S ตั้งสามตัว ไหนจะบ้านของเขาอีก มันเป็นเหมือนกับ ....เหมือนกับ..

ใช่....

พวกงานแบบงู.. ใช่ แล้วทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ผมมั่นใจว่าคุณถูกถามอยู่บ่อยๆ และก็คือว่า หลายชั่วอายุแล้วที่ฮีโร่อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ซึ่งไม่ได้มีชีวิตอยู่ตอนคุณเป็นเด็กๆ ใครคือตัวละครที่คุณฝันถึง ที่คุณต้องการจะให้เป็นจริง

ถามเยอะมากๆ

ใช่ เยอะ

ฉันชอบนางเอกจากเรื่อง White Horse เพราะเธอดูเรียบๆ แล้วฉันก็เรียบๆ และนางเอกส่วนมากจะสวยงามจริงๆ

ใช่

เธอตกกระ แล้วก็มีผมสีออกแดงๆ ฉันค่อนข้างจะคล้ายๆเธอนะ

Eloise ออกจะเป็นเหมือนอย่างนั้น

ใช่ ฉันรัก Eloise มากๆ

ผมรัก Eloise

มันเยอะจริงๆ ฉันชอบ E Nesbit เธอยังคงเป็นนักเขียนที่คล้ายคลึงกับฉันมากทีเดียว

งั้นหรือ

เธอไม่ค่อยจะเขียนเรื่องราวน้ำเน่า

ไม่เลย ใช่ไหม

เธอออกจะชอบรายละเอียดแบบแปลกๆ [SF หัวเราะ] ฉันคิดว่าเธอเยี่ยมมากๆ ฉันคิดว่านักเขียนผู้หญิงค่อนข้างจะไม่เขียนแนวน้ำเน่าเกี่ยวกับเรื่องสมัยเด็กๆเหมือนนักเขียนผู้ชายมากหรอกค่ะ

ผมคิดว่าคุณพูดถูก หนังสือของเด็กๆ เกี่ยวกับการผจญภัยของเด็กผู้ชายทั้งหลาย...

ใช่

คุณก็รู้ ตัวอย่างดีๆก็คือ Treasure Island

ใช่

เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อคนอ่านที่อายุเท่าไหร่ก็ได้

เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ที่ฉันเองก็ชอบ ใช่

มันเป็นหนังสือที่ยอดมากๆใช่ไหม ใช่ และนั่นก็แทบจะไม่มีตัวละครผู้หญิงในนั้นเลย

ถูกต้องแล้ว

คุณเองก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับเด็กผู้ชายแต่คุณก็ยัง.......

มีเด็กผู้หญิงในหนังสือ [หัวเราะ]

มันเป็นหนังสือสำหรับเด็กผู้หญิงด้วย ซึ่งเป็นเรื่องแปลกนะ เราไม่ควรที่จะพูดถึงเรื่องพวกนี้มาก แต่ก็นั้นแหละ ผมจำได้ว่าผมได้อ่านหนังสือของ Martin Amis ชื่อเรื่อง The Information ตัวละครมีบทพูดถึงเรื่องนี้เยอะมากๆ คุณรู้ไหม ตัวละครตัวนึงต้องลุกจากโต๊ะอาหารเพราะเขาพูดถึงว่าผู้หญิงและผู้ชายอ่านหนังสือคนละแบบ แล้วนั่นก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ใช่

ผมเดาว่าคุณได้จดหมายจากผู้หญิงและจากเด็กผู้หญิงมากกว่า เพราะว่า เหมือนอย่างที่คุณบอก ผู้หญิงเขียนได้ดีกว่าผู้ชาย [หัวเราะ]

ฉันก็มีทฤษฏีของฉันนะ แบบว่า ห้าสิบๆ คือว่า ผู้ปกครองออกจะแปลกใจที่ลูกชายของพวกเขาอ่านหนังสือจนพวกเขาเขียนจดหมายมาบอกฉันว่าให้พยายามทำอย่างนี้ตลอดไป แล้วฉันก็ได้จดหมายจากเด็กผู้ชายบ่อยๆ มันทำให้ฉันรู้สึกปลื้มมากๆ แล้วก็ปลื้มมากขึ้นอีกเพราะพวกเขาเขียนหนังสือไม่ค่อยจะได้ พวกเขาจะบอกฉันว่า มันเป็นหนังสือเล่มแรกที่พวกเขาอ่าน แล้วก็ชอบมันมากๆ

เป็นคำชมที่ดีมาก

ใช่ๆ

เป็นความคิดที่แปลกน่าดู แต่ว่ามันก็คงทำให้คุณหน้าแดงใช่ไหม

มันทำให้ฉันหน้าแดงแล้วก็ตัวอ่อนไปหมดเลยหละ

[ทั้งคู่หัวเราะ]

ใช่ ‘จะเป็นหนังสือที่ดีได้อย่างไร’ ถาม อลิซ ‘หากไม่มีรูปภาพกับบทสนทนา’ จาก Alice in Wonderland ซึ่งเป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่จะชอบมากกว่าเด็กเสียอีก

ฉันก็คิดอย่างนั้น

มันเป็นประโยคที่ยอดมากๆ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ผู้ใหญ่ชอบมันมากๆ ผมสงสัยว่าในเล่มแรกของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เรื่องปกของหนังสือน่ะ มันเป็นแบบว่า ‘นี่เป็นหนังสือเด็กที่หนาที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นเลยหรือเปล่า’

ใช่

ความยาว เราจะไม่พูดถึงมันเลย

ไม่ แต่คุณพูดถูกนะ พวกเขาคิดว่า ภาพวาดสำหรับหนังสือนั้นเป็นของเด็ก

ใช่ แล้วผมก็คิดว่ามันถูกนะ

แล้วพวกเขาก็พูดถูก ปกของอเมริกามันสวยงามมาก ฉันพูดได้เลยนะ เขามีภาพวาดให้ทุกๆบทซึ่งฉันชอบเอามากๆ มันเป็นคำใบ้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ใช่

แต่มันก็ไม่ได้บอกทุกอย่างหรอกนะ

พวกแถบสี

ใช่แถบสี ตอนเด็กชั้นชอบมันนะ ฉันคอยที่จะ เปิดดูมันก่อนที่ฉันจะอ่านหนังสือ

ใช่ แล้วบางทีมันก็จะมีกลิ่น เพราะกระดาษนั้นแตกต่างออกไป

ใช่ กลิ่นเฉพาะตัว

แล้วบางครั้งมันก็เลวร้ายมาก

ใช่

บางทีคุณก็รู้อยู่แล้วว่าคุณจะไม่ชอบมัน

ใช่

ผมยังจำมันได้ดีเลย แปลกใช่ไหม แล้วหนังสือของอเมริกานี่ถูกตีพิมพ์โดย Scholastic ใช่หรือเปล่า

ใช่

ผมยังจำได้เลยตอนที่คุณบอกผมเรื่องคิวของคุณตอนที่ต้องไปเซ็นต์หนังสือที่อเมริกาครั้งแรกน่ะ

ใช่

คุณคิดว่าจะมีเด็กผู้ชายที่เขียนรูปแผลเป็นแบบแฮร์รี่ไว้บนหน้าผาก แต่ว่า...

ใช่ แต่ว่า....

มีผู้หญิงเคลือบตัวเองในแผ่นทอง

ใช่ เธอ!

บอกเราเกี่ยวกับเธอหน่อยสิ

เธอแต่งตัวเป็นสุภาพสตรีอ้วนแล้วเธอก็มีกรอบรูปแขวนคอเธอมาด้วยนะ มันแปลกจริงๆ แล้วนั่นก็คงจะเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดในการที่จะป็นนักร้องสำหรับฉันแล้วหละ [SF หัวเราะ]
ฉันเดินเข้าประตูอันหนึ่งของร้านแล้วก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น แฟลชกะพริบไปกะพริบมา ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ฉันงงไปหมด ฉันรู้สึกเหมือว่าตัวเองเป็นหุ่นยนต์ที่ใกล้จะพังแล้ว แล้วพอทุกสิ่งทุกอย่างจบลงฉันก็แบบว่าปิดเครื่องไป แล้วจากนั้นฉันก็กลับไปที่ออฟฟิศและพยายามที่จะบอกตัวเองว่านั่นแหละคือโลกของฉันในตอนนี้

ใช่

ฉันพบว่านี่เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบนะแล้วฉันเองก็เป็นคนสร้างตัวละครพวกนี้ขึ้นมาแท้ๆ แต่ว่าฉันก็จะถามอยู่ดีนะ มีตัวละครตัวไหนบ้างที่คุณพบว่าคล้ายคลึงกับคุณมากที่สุด

ความสุขุม แล้วก็แสงระยิบระยับหน่อยๆ...

อย่างดัมเบิลดอร์....

บุกคลิกของดัมเบิลดอร์ ใช่ ผมชอบอาจารย์ที่ดีมากรู้ไหม ตัวละครในนิยาย I-William Ramsay เป็นเรื่องแรกที่ผมอัดให้รายการวิทยุ มีตัวละครตัวหนึ่งชื่อ Cambridge Don แก่ๆ...

ฉันเคยฟังนะ ใช่

คุณจำบิชอบแห่งแคนเทอเบอร์รี่ที่ชื่อ Ramsay ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของโบสถ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษได้ไหม ซึ่งผมไม่คิดจะเอ่ยชื่อหรอกนะ [เจเคหัวเราะ] ผมจำได้ว่าผมเคยดูเขาถูกสัมภาษณ์โดย Malcolm Muggeridge เขาพูดว่า “คุณจะกลายเป็นคนที่ฉลาดมาก” เขากล่าว แล้ว Muggeridge ก็กล่าวว่า “งั้นหรือ งั้นหรือ งั้นหรือ ฉันฉลาดหรือ ฉันสงสัยจริง ฉันฉลาดหรือ งั้นหรือ” [ทั้งคู่หัวเราะ]
แล้วคนสัมภาษณ์ก็บอกว่า “แล้วท่าน บางทีท่านอาจจะสามารถอธิบายว่าท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับความรอบคอบ” เขาตอบกลับว่า “ความรอบคอบ รอบคอบ อืมมมมมม ความรอบคอบ ฉันคิดว่านั่นคือการสามารถที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้”

โอ้ นั่นมัน......

ซึ่งเป็นเหตุผลที่เยี่ยมมากเลยนะ คุณรู้ไหม แล้วก็ถูกต้องที่สุด ผมหมายถึงว่า พอคุณมาถึงจุดที่ว่า ความรอบคอบคืออาณาจักร ของความฉลาดเฉลียว มันก็คือความฉลาดเฉลียว การรู้จักถึงความฉลาดเฉลียว ความรู้ของชาวเยอรมัน แล้วก็อะไรอีกก็ช่าง แต่มันก็ยอดอยู่ดี

เห็นไหมคุณคือดัมเบิลดอร์จริงๆ

ครูประเภทหนึ่ง

ใช่

มันไม่ใช่แค่ว่าคุณรู้มากเท่าไหร่

ไม่

คุณเห็นนั่นได้จากบุกคลิกที่ยอดเยี่ยมของดัมเบิลดอร์นะ เขาดูเหนื่อยแล้วก็แก่ชราเพราะว่าเขาได้ผ่านอะไรมาเยอะ แล้วเขาก็สามารถที่จะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้ว่าเขาไม่อยากที่จะจัดการกับมัน

แน่นอน นั่นถูกต้องมากๆ ดัมเบิลดอร์ก็แสดงออกนะว่าเขาละอายกับสิ่งที่เขารับรู้ แล้วเขาก็ไม่นึกอยากจะรับรู้เรื่องราวต่างๆเลย

แต่เหนือจากคนอื่นๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์คือตัวสำคัญ เพราะว่าเขาเป็นจุดศูนย์กลางของหนังสือ แล้วเขาก็คือคนที่เผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีเวลานะที่ผมคิดว่าถ้าเป็นผมผมก็จะทิ้งไม้กายสิทธ์ของตัวเองแล้วหนีไป ผมจะไม่สนใจอะไรเลย แม้ว่าผมจำเป็นที่จะต้องสนใจก็ตาม

ตอนที่มีแค่เล่มแรกน่ะ รู้ไหมว่าคำติชมถึงแฮร์รี่ที่ฉันชอบมากเลยก็เมื่อตอนที่เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งถูกถามในทีวีว่าทำไมเขาชอบแฮร์รี่ แล้วเขาก็บอกว่า “เพราะว่าเขาดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยรู้อะไรออกบ่อยๆ ซึ่งก็เหมือนผมเลย” [SF หัวเราะ]

โอ้ นั่นยอดมากเลย ผมเดาว่าคงจะมีบ้างนะที่ เอ่อ คุณก็รู้ ผมคิดว่าผมบอกคุณไปแล้วนะ ตอนที่ผมอ่าน ภาคีนกฟีนิกซ์จบน่ะ ทำไมคุณถึงใจร้ายกับแฮร์รี่จังเลย

ในเล่มนั้นน่ะ สิ่งที่ฉันต้องการจะบอกก็คือว่า ฉันจำเป็นที่จะทำอย่างนั้นเพราะว่าแฮร์รี่เป็นฮีโร่ เป็นฮีโร่ที่มีมนุษยธรรม ในขณะที่โวลเดอร์มอร์ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ในตัวเขาเลย ฉันต้องการให้ผู้คนเห็นถึงความแตกต่างอันนี้

ใช่

และดังนั้นแฮร์รี่ ก็จะต้องมาถึงจุดที่ว่าเขาอยากจะร้องออกมา แล้วเขาก็ไม่ต้องการที่จะเล่นเกมส์นี้อีกต่อไป เขาไม่ต้องการที่จะเป็นฮีโร่อีก เขาสูญเสียหลายอย่างเสียจนที่เขาไม่อยากจะสูญเสียอะไรอีก เพราะฉะนั้นฉันเลยคิดว่าเล่มห้าเป็นเล่มที่ฉันจะสามารถทำให้แฮร์รี่รู้สึกท้อแท้บ้าง

โอเค...

แล้วตอนนี้เขาก็จะมีพลังขึ้นมา แล้วก็เข้มแข็งขึ้นด้วย

มันเป็นพื้นฐานของพลังงานนะ โดยเฉพาะกับเด็ก แล้วเราก็เสียมันไป ผมคิดว่า คงเสียไปกับความโกรธเคืองของเราแล้วก็ความไม่ยุติธรรมที่เรารู้สึกถึง มันเป็นสิ่งอย่างหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาในหนังสือทุกเล่มใช่ไหม

ความรู้สึกที่ว่าเด็กชายอายุ 12 ขวบ ได้รับแต่ความไม่ยุติธรรม มันเป็นการโกรธเคือง คุณพูดถูก เพราะถึงยังไงเราก็ไม่ควรที่จะเสียมันไปอยู่ดี

ใช่

แต่เราเสียมันไปบ่อยมาก

ใช่

ผู้ใหญ่นะ

ใช่ นั่นออกจะถูกอยู่

ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันค้นพบว่าแปลกที่สุดก็คือว่า เอ่อ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามีตัวละครกี่ตัวกันในหนังสือของฉัน แต่ว่าคุณหาเสียงให้พวกเขาได้อย่างไรกัน

มันไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่จะตอบเลยนะ ผมหมายความว่าบ่อยครั้งที่เสียงพวกนั้นอยู่ในสมองผม แล้วผมก็หวังว่าถ้าเกิดผมไม่สามารถที่จะให้เสียงที่คุณคาดหวังไว้ได้ ก็ขอแค่ราวๆนั้นละกันนะ ผมหมายถึวตัวละครอย่างท๊องซ์เป็นต้น อะไรบางอย่างทำให้ผมคิดว่าเธอจะมีเสียงเหมือน Burnley แล้วก็คล้ายๆกับ Jane Horrocks [เจเคหัวเราะ] แล้วมันก็ออกจะเข้ากับเธอมากๆ

ใช่ๆ มันเข้ากับเธอ

แล้วผมก็คิดว่า Shina ผู้สร้างน่ะมีความคิดเดียวกับผม แล้วผมก็คิดว่านั่นถูกต้องที่สุดแล้ว

อืมมม

แล้วคุณก็คิดเหมือนผม มันไม่ใช่แบบว่า ปลอกกล้วยเข้าปากช้างหรอกใช่ไหม

ไม่

แค่เห็นคำผมก็นึกได้แล้ว มันเป็นอะไรที่อยู่ตรงนั้น แล้วผมมั่นใจว่ามันออกจะแปลกๆบางครั้งแต่เวลาที่คุณเขียนตัวใหม่ๆละครขึ้นมา ผมจะได้ยินเสียงของพวกเขาที่ทำให้ผมคิดว่า “เอ่อ นั่นฟังดูเหมือน Cockney หรือ ไม่ก็นั่นเป็นตัวละครที่แก่ขึ้นนะ หรือนั่นเป็นวัยเยาว์”

เพราะคุณรู้ว่าตัวละครอย่าง Hagrid คือเมืองทางตะวันออก

ใช่

และนั่นก็คือสิ่งที่ฉันต้องการจะเตือนคุณก่อนที่คุณจะเริ่มอ่าน แต่ว่าวันนั้นเครื่องบินฉันเลื่อนเวลา มันเป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน แล้วพอฉันไปถึงสิ่งแรกที่คุณบอกกับฉันก็คือ “ผมทำแฮกริดออกมาเป็นแนว Somerset”

ใช่

แล้วฉันก็คิดว่า “โอ้ ขอบคุณพระเจ้า” เพราะฉันคิดว่าคุณจะทำเค้าออกมาเป็น Glaswegian [SF หัวเราะ]
คือว่าแฮกริดเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ฉันให้ความสำคัญต่อสำเนียงขอกเขามากๆรู้ไหม

ใช่ๆ

สิ่งที่ฉันชอบเกี่ยวกับวิธีอ่านของคุณก็คือสำเนียงการอ่านของคุณไม่เป็นการก้าวก่าย ฉันไม่รู้สึกว่าคุณพยายามจะอวดว่า “นี่คือสำเนียงต่างๆที่ฉันสามารถทำได้” หรือ เสียงต่างๆ คือว่าคุณไม่สร้างกำแพงระหว่างเรื่องราวของหนังสือกับผู้ฟัง เข้าใจฉันไหม

ใช่

คุณเข้าใจฉันหรือเปล่า

ผมไม่ต้องการที่จะก้าวก่ายตัวละคร

ใช่

นั่นเพราะว่าผู้คนจะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงเหล่านั้นอีก หลังจากที่ฟังหรือเปล่าเพราะว่าเวลาที่คุณอ่านบางทีคุณก็เหมือนเป็นบ้าแล้วคุณก็พบว่าคุณต้องย้อนกลับไปและ......

ใช่

เพราะว่าคุณรู้ดีว่าตัวหนังสือและคำเหล่านั้นคืออะไร แล้วคุณก็จะสามารถอ่านทั้งบทได้โดยที่ไม่ต้องพลิกหน้ากระดาษเลย

อืมมมมม

ผมหมายความว่า มันคงจะเหมือนกับเวลาที่พวกเขาฟังผมอ่านน่ะ บรรทัดแรกหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วก็แน่นอนว่าสมองของพวกเขาก็จะไปถึงโลกของครอบครัวเดอร์สลีย์ และฮอกวอตส์ และรถเมล์อัศวินราตรีและทุกๆอย่าง แล้วพวกเขาก็จะไม่สังเกตถึงเสียงของผมเลย แล้ว Shine ผู้สร้างรางกับ Helen เก่งมากทีเดียวที่จะทำให้ผมไม่ทำเสียงพวกนั้นจนเว่อเกินไป แต่ว่าปัญหาอีกอย่างก็คือความเร็วในการอ่านของผม

ใช่

ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่จะรื้อฟื้นมัน

ใช่ๆ

ไม่งั้นคุณก็คงจะเบลอๆ

อืมมม

แต่คุณก็ต้องหวังว่าคุณจะทำมันจนเว่อร์ไปด้วย

ฉันจึงไม่คิดว่าฉันควรจะกดดันให้คุณทำอะไรมากไปกว่านี้ มีฉากไหนหรือเปล่าที่คุณชอบที่จะอ่านมันมาก

เอ่อ ตอนที่น่ากลัวๆของภาคีนกฟีนิกซ์น่ะ เหตุการณ์ในกระทรวงเวทมนต์ ผมชอบมันเพราะว่ามันช่างน่ากลัวและน่าตื่นเต้นมากๆ ผมชอบจริงๆที่คุณสร้างอารมณ์ขึ้นมา ความตึงเครียดอะไรพวกนี้น่ะ เวลาที่พวกเขาจะติดอยู่หลังประตู

มีเด็กหลายๆคนนะที่บอกฉันว่าพวกเขาสามารถเข้าใจเวลาที่คุณอ่านได้ดีกว่าตอนที่เขาอ่านจากในหนังสือจริงๆเสียอีก และฉันคิดว่านั่นคงเป็นเพราะว่าสำหรับภาคีนกฟีนิกซ์น่ะ พวกเขาต้องรออ่านมันตั้งสามปี ฉะนั้นพวกเขาจึงรีบอ่านมันให้จบ

พวกเขาอ่านไวเกินไป พวกเขาข้ามจุดสำคัญแล้วก็สูญเสียเนื้อหาของมันไปหมด

อ่านไวมากๆ ใช่ แล้วฉันก็จะมีคนอ่านที่บอกฉันว่า “ฉันอ่านมันอีกครั้ง แล้วมันก็มีเนื้อหามากกว่าที่ฉันคิด” และนั่นก็เพราะว่าพวกเขาอ่านภายในวันเดียว ดังนั้นพอมานั่งฟังคุณอ่านฉันคิดว่า พวกเขาสามารถได้รู้สึกถึงว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนหรืออะไร

จริงหรือเปล่าว่าคุณได้วางแผนตอนจบของเล่มเจ็ดไว้หมดแล้ว

ใช่มันเป็นความจริง

นั่นยอดมากเลยนะ

ใช่ ฉันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตอนจบ แล้วฉันก็รู้สึกขนลุกอยู่บ่อยๆเวลาที่มีคนทายได้ใกล้เคียงเอามากๆ ฉันก็จะรู้สึกกลัวแล้วจะคิดว่า โอ้ มันชัดเจนขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วก็จะมีคนทายถึงอะไรที่ช่างแตกต่างออกไปสิ้นดีจนฉันคิดใหม่ว่า ‘ไม่ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ชัดเจนขนาดนั้น’

ดีแล้ว

บางทีฉันก็ปล่อยให้ตัวเองออกจากหนทางนะ แต่ว่าหนทางนั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันยึดถือเอามากๆ มีหลายอย่างเกิดขึ้นในเล่มหกที่เกี่ยวข้องกับเล่มเจ็ดรู้ไหม แล้วคุณก็ออกจะหล่นจากเล่มหกไปในเล่มเจ็ด มันจะไม่เหมือนการผจญภัยเหมือนเล่มอื่นๆ แม้ว่าเล่มก่อนๆจะมีหัวข้อที่ว่าแฮร์รี่ต้องเผชิญกับโวลเดอร์มอร์ตซ่อนไว้อยู่บ้างก็ตาม แล้วในแต่ละเล่ม คุณก็จะรู้ดีกว่าใครว่ามีการผจญภัยที่สามารถจบสิ้นในตอนจบ

ใช่ แน่นอน

ใช่ไหม ในเล่มหก มันมีตอนจบที่คุณสามารถเอาไปตีความได้นะ คุณจะรู้สึกได้ว่าเรื่องมันยังไม่จบแค่นี้

ใช่

แล้วมันก็จะต้องเกิดขึ้นอีก มันเป็นความรู้สึกแปลกๆนะที่ฉันจะรู้ว่าฉันจะเขียนมันจนจบแล้ว

หนังสือเทปก็ใกล้จะจบแล้ว

ใช่ ใกล้จะจบ

มันแปลกๆนะ

ใช่

คุณต้องการที่จะเขียนเพราะว่าคุณคิดว่ามันสำคัญ แล้วคุณเคยคิดบ้างไหมว่าคุณจะเขียนหนังสือสำหรับเด็กเล็กครั้งต่อไปที่คุณจะเขียนหนังสือเล่มใหม่

เอ่อ มันมี......

คุณจะเขียนให้เด็กที่เคยเป็นเด็กในตอนนั้นแต่ว่าตอนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งเป็นคนอ่านคนแรกๆของคุณ

อันที่จริงแล้วนะ ฉันไม่รู้หรอก คือมันมีโครงหนังสืออีกเรื่องที่อยู่ในสมองฉัน ที่ฉันออกจะชอบซึ่งเป็นหนังสือสำหรับเด็กเล็กกว่าหน่อยแต่ฉันคิดว่าฉันควรจะหาเนื้อเรื่องที่ดีกว่านี้แล้วก็แต่งมันขึ้นอย่างลับๆ เพราะฉันกลัวจริงๆว่าพวกเขาจะคาดหวังไว้สูงหลังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะตั้งหน้าตั้งตอรอมันหรือเปล่า

งั้นหรือ

เพราะว่าฉันกลัวมากน่ะสิ คุณคงจินตนาการได้นะ

โอ้ แน่นอน

มันเป็นสิ่งที่ฉันทนไม่ได้

ใช่

เป็นสิ่งที่จะมาหลังจากหนังสือของแฮร์รี่ พอตเตอร์

ใช่

ฉันไม่คิดว่าฉันอยากจะรอวันนั้นเท่าไรนัก

และเราก็ได้เห็นว่าอะไรอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของโจ แล้วเราก็ได้ยินแล้วว่าเราจะได้เจออะไรหลังจากแฮร์รี่ พอตเตอร์แล้ว ตอนนี้เราคงจะต้องแยกจากกันแล้ว ผมก็คงจะต้องไปพบกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์อีก 600 หน้า ผมรอเล่มเจ็ดไม่ไหวเลย เหมือนแฟนๆหลายๆคน ผมต้องการที่จะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเล่มเจ็ด แต่ผมก็ไม่อยากให้มันจบลงเลย

+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+

Source :: News24 | Translated :: Candypop117



FastCounter by bCentral

Mugglethai.com is in no way related to J.K. Rowling, Scholastic Books, Carlsen Verlag, Bloomsbury Publishing or Warner Bros. All images and material related to the J.K. Rowling novels is © Scholastic Books (US), Carlsen Verlag , and Bloomsbury Publishing (UK). All pictures property of original owners. All altered images property of respective owners All material related to the "Harry Potter" films is © Warner Bros . Created by TeDdY June 2002 ** Enjoy the site and come back soon!! **