• A R C H I V E S
News Archives
Polls Archives
• T H E  B O O K S
• J K  R O W L I N G
Biography
Photographs
Contact Her
Interviews
Links
• J K  R O W L I N G  D O T  C O M
• M O V I E S
• I N T E R V I E W S
Main Interviews
• M U L T I M E D I A
• F A N S  C O R N E R
English with Harry Potter
Competitions
Fan Fiction
Fan Art
Webboard
• T H E  S I T E
About MuggleThai
Past Layout
In The News
MuggleThai Staff
MuggleThai Gallery
Competitions
Support Us
Copyright
Awards
Credit
Links / Link to Us
Guestbook
Contact Us
• T O P  A F F I L I A T E S
  • View All | Become One ?
  • • s i t e  s t a t s
     
    • Quidditch though the ages

    บทที่ 6 การเปลี่ยนแปลงในกีฬาควิดดิชตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14

    สนาม

    แซกคาเรียส มัมส์ บรรยายสภาพสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ว่าเป็นรูปไข่ ยาวห้าร้อยฟุตและกว้างหนึ่งร้อยแปดสิบฟุต มีวงกลมเล็กๆ ตรงกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสองฟุต) มัมส์เล่าว่ากรรมการ (หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่าควีจัดจ์) ถือลูกบอลสี่ลูกในวงกลมตรงกลางนี้โดยที่มีผู้เล่นสิบสี่ คนยืนอยู่รอบๆ ทันทีที่ลูกบอลถูกปล่อยลอยไป (กรรมการขว้างลูกควัฟเฟิล ดูเรื่อง ควัฟ-เฟิล ที่อยู่ถัดไป) ผู้เล่นจะแข่งกันบินขึ้นไปในอากาศ ในสมัย อากาศ ในสมัยของมัมส์ ประตูนั้นยังคงเป็นตะกร้าใบใหญ่แขวนบนเสาสูง

    เมื่อ ค.ศ. 1620 ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนหนังสือเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ มีภาพแผนผังสนามในคริสต์ศตวรรษที่ 17 รวมอยู่ด้วย เราจะเห็นว่า มีการเพิ่มสิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็น 'เขตทำคะแนน' (ดูเรื่อง กติกา ในตอนต่อไป) ตะกร้าที่บนยอดเสานั้นเล็กและอยู่สูงกว่าในสมัยของมัมส์

    พอถึง ค.ศ. 1883 เลิกใช้ตะกร้าในการทำคะแนน และเปลี่ยนมาใช้เสาประตูดังเช่นที่ใช้กันทุกวันนี้ มีรายงานเรื่องประดิษฐกรรมใหม่นี้ในหนังสือพิมพ์ เดลี่พรอเฟ็ต สมัยนั้น สนามควิดดิชไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปนับตั้งแต่นั้นมา

    เอาตะกร้าของเราคืนมา!
    นี่เป็นเสียงร้องที่ได้ยินจากแฟนๆควิดดิชทั่วประเทศเมื่อคืนวานนี้ เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ากองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ ตัดสินให้เผาตะกร้าที่ใช้เป็นประตูเกมควิดดิชนับเป็นร้อยๆปีทิ้งไป

    'เราไม่ได้เผาตะกร้าเสียหน่อย อย่าพูดให้มันเกินจริงไปสิ' ผู้แทนกองฯที่มีสีหน้าหงุดหงิดเอ่ยเมื่อคืนวานนี้ เมื่อเขาถูกขอร้องให้ออกความเห็น 'ตะกร้าน่ะ ก็อย่างที่พวกคุณเห็นมีตั้งหลายขนาด เราเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ตะกร้ามีขนาดเท่าๆกัน เพื่อให้เสาประตูทั่วประเทศเท่าๆกันด้วย พวกคุณก้น่าจะเห็นชัดๆว่าเป็นเรื่องของความยุติธรรมนะคุณ ผมหมายความว่า มีทีมหนึ่งที่อยู่ใกล้เมืองบาร์นต้น พวกเขามีตะกร้าใบเล็กกระจิ๋วแขวนไว้บนเสาทีมฝ่ายตรงข้าม ตะกร้าน่ะเล็กจนกระทั่งคุณโยนลูกองุ่นไม่ลง และที่บนเสาฝ่ายตัวเองก็แขวนตะกร้าหวายใหญ่เหมือนปากถ้ำแกว่งไปมา มันไม่ถูกต้องเลย เราถึงตกลงให้เป็นห่วงที่มีขนาดมาตรฐานกำหนดแน่นอน แล้วเป็นอันจบเรื่องทุกอย่าง คราวนี้ก็เรียบร้อยและยุติธรรม'

    มาถึงตอนนี้ ผู้แทนของกองฯถูกแฟนควิดดิชที่ชุมนุมกันอยู่ในห้องประชุมขว้างตะกร้าใส่มากมายเหมือนลูกเห็บตก ถึงต้องหลบฉากไปก่อน แม้ว่าการจลาจลที่เกิดตามมาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของพวกก๊อบลินนักก่อความวุ่นวาย แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแฟนควิดดิชทั่วเกาะบริเตนคืนนี้ ต่างก็เศร้าโศกเสียใจกับจุดจบของกีฬาที่เรารู้จัก

    'มันม่ายเหมือนเดิมหรอก ไม่มีตะกร้าเนี่ย' พ่อมดแก่แก้มห้อยย้อยเหมือนลูกแอปเปิ้ลพูดยานคางอย่างเศร้าใจ 'ตาจำได้เมื่อตาเด็กๆ เราเผาตะกร้ากันระหว่างเกมให้ได้หัวร่อกันบ้าง แล้วจะทำอย่างนั้นกับประตูที่เป็นห่วงเหล็กไม่ได้หรอก เฮ้ออออ... หมดสนุกไปตั้งครึ่ง'
    เดลี่พรอเฟ็ต
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1883


    ลูกบอล

    ควัฟเฟิล

    เรารู้จากบันทึกของเกอร์ตี้ เค็ดเดิล ว่าลูกควัฟเฟิลในยุคแรกนั้นทำจากหนัง ในบรรดาลูกบอลทั้งสี่ลูกใน เกมควิดดิช ควัฟเฟิลเป็นลูกบอลเดียวที่ไม่ได้ลงคาถาไว้ตั้งแต่ต้น เป็นเพียงลูกบอลที่ทำจากแผ่นหนังเย็บปะติดปะต่อกัน ส่วนมากมักมีสายหนังยื่น มาให้จับและขว้างได้ด้วยมือเดียว ลูกควัฟเฟิลสมัยโบราณมีรูให้สอดนิ้วเข้าไปได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพบคาถาเกาะติดใน ค.ศ.1875 สายหนังและรูนิ้ว มือก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อเชสเซอร์สามารถใช้มือข้างเดียวก็จับลูกหนังที่ลงคาถาได้โดยไม่ต้องมีเครื่องช่วยอื่นๆ

    ควัฟเฟิลปัจจุบันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางสิบสองนิ้ว และไม่มีตะเข็บเลย ตอนแรกในการแข่งขันฤดูหนาวปี ค.ศ.1711 ลูกควัฟเฟิลมีสีแดง หลังจากที่ฝนตกหนักมากทำให้สีของควัฟเฟิล ไม่ต่างจากสีโคลนในสนามทุกครั้งที่มันตกลงไป นอกจากนี้ พวกเชสเซอร์ยังหงุดหงิดมากที่ต้องบินดิ่งลงไปยังพื้นสนามอยู่เรื่อยๆ เพื่อเก็บลูก ควัฟเฟิลกลับมาทุกครั้งที่ลูกควัฟเฟิลเปลี่ยนสี แม่มดชื่อ เดซี่ เพนนีโฟลด์ ก็เกิดความคิดเสกควัฟเฟิลว่า ถ้ามันตก ให้ค่อยๆ ตกลงไปที่พื้นเหมือน กับว่ามันกำลังจมลงไปในน้ำ หมายความว่าเชสเซอร์สามารถบินลงไปคว้าควัฟเฟิลที่ตกมาได้กลางอากาศ 'ควัฟเฟิลเพนนีโฟลด์' ยังคงใช้กันอยู่จน ทุกวันนี้

    บลัดเจอร์

    ในสมัยแรก อย่างที่เรารู้กัน บลัดเจอร์ (หรือบลัดเดอร์) คือก้อนหินบิน และในยุคของมัมส์ก็พัฒนาเป็นหินที่เกลาให้เป็นรูปลูกบอล อย่างไรก็ตาม บลัดเจอร์หินนี้มีข้อเสียที่สำคัญมากคือ มันแตกได้ถ้ามีบีตเตอร์ตีด้วยไม้ที่เพิ่มพลังเวทมนตร์ซึ่งประดิษฐ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถ้าเป็นเช่นนี้ ผู้เล่นทุก คนต่างก็ต้องถูกก้อนกรวดบินไล่ตามตลอดเกมการแข่งขัน

    คงจะเป็นด้วยเหตุผลนี้เอง ต้นศตวรรษที่ 16 ทีมควิดดิชบางทีจึงเริ่มทดลองใช้ลูกบลัดเจอร์ทำจากโลหะแทน อากาธา ชับบ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ ประดิษฐกรรมเวทมนตร์โบราณพบลูกบลัดเจอร์ทำด้วยตะกั่วไม่น้อยกว่าสิบสองลูกที่มีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ยุคนั้น โดยพบทั้งในหนองถ่านหินของ ไอร์แลนด์ และที่หนองน้ำในประเทศอังกฤษ เธอเขียนไว้ว่า 'ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกนี้คือลูกบลัด-เจอร์ มันไม่ใช่ลูกปืนใหญ่แน่นอน'

    เราเห็นรอยมากจางๆ บนไม้ตีที่เพิ่มพลังด้วยเวทมนตร์ และเรายังเห็นร่องรอยที่เป็นเครื่องหมายบอกว่าผลิตโดยพ่อมดได้ชัดเจน (ตรงข้ามกับของที่ผลิตโดยมักเกิ้ล) คือ เส้นนั้นราบเรียบและมีส่วนสัดรับกันอย่างสมบูรณ์ ร่องรอยสุดท้ายคือลูกตะกั่วเหล่านี้ทุกลูกบินหวือรอบๆ ห้องทำงานของข้าพเจ้า และพยายามพุ่งชนข้าพเจ้าให้ล้มกระแทกพื้นทันทีที่ปล่อยมันออกมาจากกล่อง

    ในที่สุดพบว่าตะกั่วนั้นก็ยังอ่อนเกินไปที่จะใช้ ผลิตบลัดเจอร์ (รอยบุบเบี้ยวใดๆ ที่ปรากฏอยู่บนบลัดเจอร์มีผลกระทบต่อความสามารถในการบินให้ตรงของบลัดเจอร์) ปัจจุบันนี้ บลัดเจอร์ทุกลูกทำด้วยเหล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวสิบนิ้ว

    บลัดเจอร์ถูกเสกให้ไล่ตามผู้เล่นโดยไม่แยกแยะ ถ้าปล่อยให้บลัดเจอร์เป็นไปตามธรรม-ชาติของมัน บลัดเจอร์จะบุกใส่ผู้เล่นที่อยู่ใกล้มันที่สุด ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของบีตเตอร์ที่จะหวดไล่บลัดเจอร์ไปให้ไกลจากทีมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ลูกโกลเด้นสนิช

    ลูกสนิชสีทองมีขนาดเท่าลูกวอลนัต เช่นเดียวกับนกสนิดเจ็ต ลูกสนิชสีทองถูกเสกให้หนีการไล่จับให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีเรื่องเล่ากันว่าลูกสนิชสี ทองลูกหนึ่งหนีการไล่จับอยู่นานถึงหกเดือนที่ทุ่งโบ๊ดมินมัวร์ ใน ค.ศ.1884 ในที่สุด ทั้งสองทีมต่างยอมแพ้ เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับความไม่เอาไหน ของซีกเกอร์ฝ่ายตน พ่อมดจากแคว้นคอร์นวอลที่คุ้นเคยกับบริเวณดังกล่าวยืนยันมาจนทุกวันนี้ว่า ลูกสนิชยังคงมีชีวิตอยู่ในทุ่งที่ราบสูงนั้น แต่ ข้าพเจ้าเองไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริง


    ผู้เล่น

    คีปเปอร์

    ตำแหน่งคีปเปอร์มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างแน่นอน (ดูบทที่ 4) แม้ว่าหน้าที่จะเปลี่ยนไปจากสมัยนั้นก็ตาม

    ตามที่แซกคาเรียส มัมส์ เล่าไว้ คีปเปอร์...

    ...ควรเป็นคนแรกที่ไปถึงตะกร้าที่เสาประตู เพราะเป็นหน้าที่ของเขาที่จะป้องกันไม่ให้ลูกควัฟเฟิลเข้าไปในตะกร้า คีปเปอร์ควรระวังตัวไม่ให้บินเข้าไป ทางปลายสนามอีกด้านเกินไปเพราะว่าตะกร้าของเขาอาจถูกอีกฝ่ายบุกทำแต้มได้ในช่วงที่เขาไม่อยู่ใกล้ อย่างไรก็ตามคีปเปอร์ที่บินได้เร็วอาจสามารถ ทำคะแนนให้ทีมของตนได้ และยังสามารถบินกลับไปที่ตะกร้าได้ทันเวลาที่จะป้องกันทีมคู่ต่อสู้ไม่ให้ทำแต้มเสมอได้ นี่เป็นเรื่องความรู้สึกรับผิดชอบส่วน ตัวของคีปเปอร์แต่ละคน

    จากข้อความข้างต้นนี้เห็นได้ชัดว่าในสมัยของมัมส์ คีปเปอร์ทำหน้าที่เหมือนเชสเซอร์แต่มีความรับผิดชอบพิเศษเพิ่มเติม พวกเขาได้รับอนุญาตให้บิน ไปได้ทั่วสนามและทำคะแนนได้ด้วย

    แต่เมื่อถึงสมัยที่ควินตัส อัมฟราวิลล์ เขียนเรื่อง กีฬาชั้นสูงของผู้วิเศษ เมื่อ ค.ศ.1620 หน้าที่ของคีปเปอร์ง่ายขึ้น มีการเพิ่มเขตทำคะแนนเข้ามาใน สนาม และกำหนดให้คีปเปอร์อยู่ในบริเวณดังกล่าว คอยป้องกันตะกร้าของตน คีปเปอร์จะบินออกมาจากบริเวณนั้นได้ในกรณีที่ต้องการข่มขวัญ เชสเซอร์ฝ่ายตรงข้าม หรือผลักดันให้เชสเซอร์บินหลบหลีกไปตั้งแต่เนิ่นๆ

    บีตเตอร์

    ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา หน้าที่ของบีตเตอร์เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตำแหน่งของบีตเตอร์นี้น่าจะมีมาตั้งแต่เมื่อนำลูกบลัดเจอร์เข้ามาเล่นด้วย หน้าที่แรกของบีตเตอร์คือป้องกันสมาชิกจากลูกบลัดเจอร์ โดยมีไม้ตีเป็นเครื่องช่วย (ตอนแรกนั้นใช้กระบอง ให้ดูจดหมายของกู๊ดวิน นีน ในบทที่ 3) พวกบีตเตอร์ไม่เคยเป็นผู้ทำประตูเลย และไม่เคยมีหลักฐานบ่งบอกว่าพวกเขาเคยรับส่งลูกควัฟเฟิลด้วย

    ผู้ที่เป็นบีตเตอร์นั้น ร่างกายต้องแข็งแรงมากเพื่อจัดการขับไล่ลูกบลัดเจอร์ให้ได้ อาจเป็นด้วยเหตุนี้ พวกพ่อมดจึงจับจองเล่นตำแหน่งนี้มากกว่าแม่มด และมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ในควิดดิช บีตเตอร์ยังต้องมีความสามารถเรื่องการเลี้ยงตัวอย่างดีเยี่ยมด้วย เพราะว่าหลายหนทีเดียวที่พวกเขาจำเป็น ต้องปล่อยมือทั้งสองจากไม้กวาด เพื่อจะได้ฟาดลูกบลัดเจอร์ได้ด้วยท่าบุกสองมือ

    เชสเซอร์

    เชสเซอร์เป็นตำแหน่งที่เก่าแก่ที่สุดในกีฬาควิดดิช เพราะเกมนี้ครั้งหนึ่งมีแต่การเล่นทำคะแนนให้ได้ เชสเซอร์ขว้างควัฟเฟิลไปให้ผู้เล่นอื่นๆในทีมเดียวกัน และจะได้สิบแต้มทุกครั้งที่ปาลูกควัฟเฟิล ผ่านลงห่วงประตูห่วงใดห่วงหนึ่

    การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างเดียวในการเล่นของเชสเซอร์เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ.1884 หนึ่งปีหลังจากที่มีการใช้ห่วงประตูแทนตะกร้า กติกาใหม่ที่นำมาใช้ กำหนดว่าเฉพาะเชสเซอร์ที่ถือลูกควัฟเฟิลเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตทำคะแนน ถ้ามีเชสเซอร์มากไปกว่าหนึ่งคนเข้าไปในเขตดังกล่าว ให้ถือว่าประตูที่ทำได้เป็นโมฆะไป กติกาข้อนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อยกเลิกกลยุทธ์การเล่นแบบ 'สตูจิ้ง' (ดูเรื่อง 'การเล่นผิดกติกา' ที่อยู่ต่อจากนี้) การเล่นแบบนี้เชสเซอร์สองคนจะเข้าไปในเขตทำคะแนนและช่วยกันกระแทกคีปเปอร์ให้กระเด็นออกไป ทั้งให้บริเวณห่วงทำคะแนนนั้นว่างไม่มีคนรักษา เป็นโอกาสให้เชสเซอร์คนที่สามทำแต้มได้ หนังสือพิมพ์ เดลี่พรอเฟ็ต ที่ออกช่วงนั้นรายงานปฏิกิริยาต่อต้านกติกาใหม่นี้

    เชสเซอร์ของเราไม่ได้โกง
    คืนวานนี้แฟนควิดดิชมีอาการตกตะลึงมึนงงไปทั่วเกาะบริเตน เมื่อกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ประกาศว่า การเล่นแบบ 'สตูจิ้ง' นั้นผิดกติกา

    'การเล่นแบบสตูจิ้งเพิ่มขึ้นทุกที' ผู้แทนของกองฯที่ดูอ่อนเพลียแถลงเมื่อคืนวาน 'เรารู้สึกว่ากติกาใหม่นี้จะช่วยลดการบาดเจ็บร้ายแรงของคีปเปอร์ที่เราเห็นอยู่เรื่อยๆนี้เสียที ตั้งแต่นี้ต่อไป เชสเซอร์คนเดียวจะพยายามเอาชนะคีปเปอร์แทนที่จะเป็นเชสเซอร์สามคนรุมคีปเปอร์คนเดียวอย่างแต่ก่อน ต่อไปนี้ทุกอย่างจะสะอาดขึ้นและยุติธรรมขึ้นด้วย'

    ถึงตอนนี้ผู้แทนของกองฯก็ต้องล่าถอยเพราะฝูงชนที่โกรธจัดเริ่มกระหน่ำปาลูกควัฟเฟิลเข้าใส่ ฝูงชนขู่ว่าพวกเขาจะจัดการ'สตูจิ้ง'รัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์เองด้วย แต่พ่อมดจากกองบังคับใช้กฎหมายเวทมนตร์มาถึงและขับไล่ฝูงชนเล่านี้ให้แตกกระเจิงไป

    พ่อมดอายุหกขวบหน้าตกกระผละออกไปจากห้องประชุม น้ำตานองหน้า

    'ผมรักสตูจิ้ง' พ่อหนูสะอื้นบอกกับเดลี่พรอเฟ็ต 'ผมกับพ่อชอบดูคีปเปอร์แบบแต๊ดแต๋ ผมไม่อยากไปดูควิดดิชอีกแล้ว'

    เดลี่พรอเฟ็ต
    วันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ.1884

    ซีกเกอร์

    ปกติแล้ว ซีกเกอร์เป็นผู้เล่นที่ตัวเบาที่สุดและบินได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ซีกเกอร์ยังต้องมีทั้งตาที่ไวและสามารถบินได้โดยจับไม้กวาดด้วยมือเดียวหรือไม่จับเลย ตำแหน่งซีกเกอร์มีความสำคัญมากต่อผลการแข่งขันทั้งหมด เพราะบ่อยครั้งที่การจับสนิชได้ช่วยเปลี่ยนสภาพความพ่ายแพ้มาเป็นคว้าชัยชนะได้ ดังนั้นซีกเกอร์จึงเป็นเหยื่อที่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจ้องจับผิดกติกาด้วยมากที่สุด เมื่อดูกันจริงๆแล้ว ชณะที่ตำแหน่งซีกเกอร์นี้มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก เพราะตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาเป็นพ่อมดที่บินเก่งที่สุดในสนาม แต่ซีกเกอร์ก็มักเป็นผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่สุดด้วย 'จัดการซีกเกอร์' เป็นกฎข้อแรกในหนังสือเรื่อง คัมภีร์ของบีตเตอร์ โดย บรูตัส สคริมเจียร์


    กติกา

    กติกาต่อไปนี้เป็นกฎที่กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์กำหนดไว้เมื่อมีการก่อตั้งกองขึ้นใน ค.ศ.1750

    1. แม้ว่าจะไม่มีการจำกัดระดับความสูงที่ผู้เล่นจะสามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าในระหว่างการแข่งขัน แต่ผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต้องไม่บินเลย ออกไปนอกเส้นกำหนดเขตสนาม ถ้าผู้เล่นบินข้ามเส้นเขตสนามไป ทีมของผู้เล่นคนนั้นต้องยกลูกควัฟเฟิลให้ทีมฝ่ายตรงข้าม
    2. กัปตันทีมสามารถขอ 'เวลานอก' ได้โดยทำสัญญาณบอกกรรมการ นี่เป็นช่วงเวลาเดียวในระหว่างการแข่งขันที่อนุญาตให้เท้าของผู้เล่นแตะพื้น สนามได้ เวลานอกอาจยืดทำให้นานถึงสองชั่วโมงถ้าการแข่งขันนั้นเล่นกันมานานกว่าสิบสองชั่วโมงแล้ว ถ้าทีมใดไม่กลับมาที่สนามภายในสองชั่วโมงให้ ตัดสิทธิ์ทีมนั้นทันที
    3. กรรมการสามารถลงโทษทีมผู้เล่นได้เชสเซอร์ที่ได้ลูกโทษจะบินจากวงกลมตรงกลางไปยังเขตทำคะแนน ผู้เล่นทั้งหมด ยกเว้นคีปเปอร์ของทีมฝ่าย ตรงข้าม ต้องอยู่ข้างหลังระหว่างที่มีการขว้างลูกโทษ
    4. สามารถแย่งลูกควัฟเฟิลจากมือของผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ห้ามผู้เล่นแตะต้องร่างกายไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของผู้เล่นอีกฝ่าย ไม่ว่าในกรณีใดๆ
    5. ในกรณีที่ผู้เล่นบาดเจ็บ ไม่ให้มีผู้เล่นสำรองมาแทน ทีมต้องเล่นต่อไปโดยไม่มีผู้เล่นที่บาดเจ็บนั้น
    6. สามารถนำไม้กายสิทธิ์ติดตัวเข้าไปในสนามได้ แต่ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์กับผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ห้ามใช้กับไม้กวาดของอีกฝ่าย และห้ามใช้กับกรรมการ ลูกบอล และคนดูด้วย
    7. เกมควิดดิชจะยุติได้ต่อเมื่อจับลูกสนิชสีทองได้ หรือด้วยความยินยอมพร้อมใจของกัปตันทีมทั้งสองฝ่าย

    การทำผิดกติกา

    แน่นอนกฎทั้งหลายก็ 'มีไว้ให้ละเมิก' รายการการทำผิดกติกาเจ็ดร้อยข้ออยู่ในบันทึกของกองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์ การทำผิดกติกาทั้งหมดเป็นที่รู้กันว่าเกิดขึ้นในการเล่นชิงชนะเลิศควิดดิชเวิลด์คัพครั้งแรก เมื่อค.ศ.1473 อย่างไรก็ตาม รายการที่เต็มรูปแบบของการทำผิดกติกานี้ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนพ่อมดแม่มดเลย กองควบคุมฯมีทัศนะว่า พ่อมดแม่มดที่ได้เห็นรายการนี้ 'อาจเกิดความคิดที่จะนำไปใช้

    ข้างเจ้าโชคดีที่มีโอกาสเห็นเอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกติกานี้ ระหว่างที่ค้นคว้าเตรียมเขียนหนังสือเล่มนี้ และข้ามเจ้าสามารถยืนยันได้ว่า การจัดพิมพ์เผยแพร่รายการดังหล่าวไม่มีผลดีอะไรต่อสังคมเลย นอกจากนี้ ร้อยละเก้าสิบของการทำผิดกติกานั้น จะทำไม่ได้เลยตราบเท่าที่ยังบังคับใช้กฎหมายห้ามใช้ไม้กายสิทธิ์กับทีมคู่ต่อสู้ (การห้ามนี้ออกเป็นกฎหมายเมื่อ ค.ศ.1538) ส่วนอีกร้อยละสิบที่เหลือนั้น ข้าพเจ้าบอกได้ว่าคงไม่เกิดขึ้นแม้กับผู้เล่นที่เล่นสกปรกที่สุด ยกตัวอย่างเช่น 'จุดไฟเผาปลายไม้กวาดของฝ่ายตรงข้าม' หรือ 'ฟาดไม้กวาดฝ่ายตรงข้ามด้วยกระบอง' หรือ 'โจมตีคู่ต่อสู้ด้วยขวาน' แต่ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นเกมควิดดิชปัจจุบันจะไม่เคยทำผิดกฎ ต่อไปนี้คือรายการการทำผิดกติกาที่พบเสมอๆสิบข้อ แถวแรกเป็นชื่ออย่างเป็นทางการ

    การทำผิด ผู้ทำผิด ลักษณะของการทำผิด

    แบลกกิ้ง (Blagging) ผู้เล่นทุกคน คว้าปลายไม้กวาดของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้บินได้ช้า หรือขัดขวางการเล่น
    แบลทชิ่ง (Blatching) ผู้เล่นทุกคน ตั้งใจบินไปชนอีกฝ่ายหนึ่ง
    เบลิร์ตติ้ง (Blurting) ผู้เล่นทุกคน ใช้ไม้กวาดงัดไม้กวาดฝ่ายตรงข้าม ดันให้กระเด็นออกไปนอกทาง
    บัมฟิ่ง (Bumphing) เฉพาะบีตเตอร์ หวดบลัดเจอร์ไปทางคนดูทำให้ต้องหยุดการแข่งขันชั่วขณะ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องรีบไป ดูแลปกป้องผู้ชมข้างสนาม บางทีผู้เล่นที่ไร้มารยาทใช้วิธีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชสเซอร์ฝ่ายตรงข้ามทำแต้มได้
    ค้อบบิ้ง (Cobbing) ผู้เล่นทุกคน การใช้ข้อศอกอย่างรุนแรงเกินไปกับฝ่ายตรงข้าม
    แฟล้กกิ้ง (Flacking) เฉพาะคีปเปอร์ ยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายผ่านห่วงประตูเข้าไปเพื่อกระแทกลูควัฟเฟิลออกจาก ห่วง คีปเปอร์มีหน้าที่ป้องกันห่วงประตูจากด้านหน้าไม่ใช่จากด้านหลัง
    แฮเวอร์แซกกิ้ง (Haversacking) เฉพาะเชสเซอร์ จับลูกควัฟเฟิลเข้าประตู (ต้องโยนควัฟเฟิลทำแต้ม)
    ควัฟเฟิลพอกกิ้ง (Quafflepocking) เฉพาะเชสเซอร์ ทำตุกติกกับลูกควัฟเฟิล เช่น เจาะควัฟเฟิลให้เป็นรูจะได้หล่นลงพื้นเร็วขึ้น หรือทำให้ ร่วงซิกแซกไปมา
    สนิชนิป (Snitchnip) ผู้เล่นทุกคนยกเว้นซีก-เกอร์ ผู้เล่นคนอื่นๆ แตะ หรือจับลูกสนิชสีทอง
    สตูจิ้ง (Stooging) เฉพาะเชสเซอร์ เชสเซอร์มากกว่าหนึ่งคนเข้าไปในเขตทำคะแนน


    กรรมการ

    การเป็นกรรมการในการแข่งขันควิดดิชนั้น แต่เดิมเป็นหน้าที่สำหรับพ่อมดแม่มดที่กล้าหาญที่สุดเท่านั้น แซกคาเรียส มัมส์เล่าว่ากรรมการจากนอร์ ฟอร์กคนหนึ่งชื่อ ไซเปรียน ยูเดิล ตายในการแข่งขันฉันมิตรระหว่างพ่อมดแม่มดในบริเวณนั้นเมื่อ ค.ศ. 1357 โดยไม่สามารถจับคนที่เป็นต้นตอสาป แช่งเขาได้ แต่เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในหมู่คนดู แม้จะไม่มีการฆาตกรรมกรรมการที่พิสูจน์ได้อีกตั้งแต่นั้นมา แต่ก็มีเหตุการณ์ทำตุกติกกับไม้กวาดของ กรรมการนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายๆ ศตวรรษที่ผ่านมานี้ ที่อันตรายมากที่สุดคือการเปลี่ยนไม้กวาดของกรรมการให้เป็นกุญแจนำทาง เพื่อให้เขาหรือ เธอถูกพาตัวออกไปจากการแข่งขันทั้งๆ ที่เพิ่งแข่งไปได้ครึ่งเดียว และต้องไปโผล่ในทะเลทรายซาฮาราอีกหลายเดือนหลังจากนั้น กองควบคุมดูแล เกมและกีฬาเวทมนตร์ ได้ออกระเบียบที่เคร่งครัดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับไม้กวาดของผู้เล่น โชคดีที่ปัจจุบันนี้เหตุการณ์ร้ายทำ นองนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้ว

    กรรมการควิดดิชที่มีประสิทธิภาพต้องเป็นยิ่งกว่าพ่อมดบินที่ช่ำชอง เขาหรือเธอต้องคอยดูกระบวนท่าเล่นพลิกแพลงของผู้เล่นทั้งสิบสี่คนพร้อมๆ กัน และผลก็คือกรรมการจะได้รับบาดเจ็บด้วยอาการคอเคล็ดอยู่เป็นประจำ ในการแข่งขันระหว่างทีมอาชีพ กรรมการจะมีผู้ช่วยคือเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่ รอบเส้นเขตสนาม เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคอยดูไม่ให้ผู้เล่นคนไหนหรือลูกบอลลูกใดล้ำออกมานอกเส้น

    ในเกาะบริเตน กองควบคุมดูแลเกมและกีฬาเวทมนตร์เป็นผู้คัดเลือกกรรมการควิดดิช กรรมการต้องผ่านการทดสอบการบินที่เข้มงวดมากและต้อง ผ่านการสอบข้อเขียนละเอียดยิบเรื่องกติกาควิดดิชต่างๆ นอกจากนั้น ยังต้องผ่านการทดสอบอีกมากมายหลายชุดเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะไม่เสกคา ถาใส่ผู้เล่นที่ก้าวร้าวแม้ว่าจะอยู่ภายใต้ความกดดันรุนแรงมากเพียงใดก็ตาม